X-MEN : Dark Phoenix

X-Men Dark Phoenix รีวิว สำหรับคนที่ติดตาม X-Men มาตลอด คงเข้าใจได้ว่านี่คือ หนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลในสังกัด FOX ที่แตกต่างจากที่ดิสนีย์เจ้าของมาร์เวลปัจจุบันทำมาก หนังมีโทนเรื่องจริงจังแฝงนัยยะมาตลอด โดยเนื้อเรื่องแต่ละภาคจะผสมผสานประวัติศาสตร์ การเมือง ปัญหาสังคม เชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น ซึ่งนี่เป็นจุดขายหลักของ X-Men ที่ช่วยส่งเสริมฉากแอ็กชั่นให้เป็นองค์ประกอบเข้ากันได้เป็นอย่างดี แต่กับภาค Dark Phoenix จุดขายเหล่านี้กลับถูกละทิ้งไปจนหมด…

หนังโฟกัสไปที่ตัวจีนเกรย์เป็นหลัก ตามชื่อภาคที่ปูมาให้เรารู้มาก่อนแล้วว่าพลังในตัวเธอมหาศาลเกินควบคุม เมนหลักของเรื่องก็เป็นการเล่าถึงที่มาของจีนเกรย์ในวัยเด็ก และต้นตอของพลังฟีนิกซ์ พลังงานมีชีวิตจากนอกโลกที่เข้ามาสิงสู่เธอ จากภารกิจช่วยนักบินอวกาศในตอนต้นเรื่อง และยังมีเหล่าเอเลี่ยนที่ปลอมแปลงร่างเป็นมนุษย์มาตามหาพลังนี้ด้วยเช่นกัน

ถึงรู้แต่แรกแล้วว่าภาคนี้เป็นภาคจบปิดเฟรนไชส์ แต่บทบาทของเหล่าตัวละคร X-Men ในภาคนี้ก็เหมือนตั้งใจทำให้มันจบๆ ไปแบบไม่ใยดีนัก ทุกอย่างดูรวบรัดไปหมด ปมวัยเด็กของจีนเกรย์ที่มารู้ตอนโตแล้วอาละวาดก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ยังวนเวียนกับปมมนุษย์เกลียดมิวแตนท์เหมือนเดิม ความรักของจีนเกรย์กับสก็อตก็ดูธรรมดาไม่ได้รู้สึกถึงความพิเศษ หรือเคมีที่เข้ากัน ต่างกับปมรักสามเส้าในภาคที่มีวูลฟ์เวอรีนมาร่วมไม่ได้เลยสักนิด

นอกจากนี้การกระทำของตัวละครแต่ละตัวก็ขัดแย้งกับพื้นฐานนิสัยที่ผ่านมาหลายอย่าง มีการเปิดปมใหม่ว่าชาร์ลไม่เหมาะเป็นผู้นำอีกต่อไป เพราะดูจะหลงระเริงกับชื่อเสียงที่ได้มาจากการส่งเหล่า X-Men นักเรียนในสังกัดไปเสี่ยงภัยช่วยโลก ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้เลยจากวิกฤติที่ผ่านมาที่ชาร์ลดูสุขุมเยือกเย็นห่วงใยเหล่านักเรียนมาโดยตลอด ส่วนเรเว่นหรือมีสทีคซึ่งรับบทโดยดาราดัง Jennifer Lawrence ก็เหมือนเบื่อที่จะมาเล่น เพราะมีข่าวร่ำๆ จะเลิกสัญญาเล่นมาตลอด จนมาภาคนี้ก็เลยเมคอัพตัวมีสทีคแบบขอไปที (เห็นได้จากเทรลเลอร์เลยอันนี้) ซึ่ง Simon Kinberg ผู้กำกับผู้เขียนบท (คนเดียวกัน) ก็คงเบื่อที่จะง้อเธอแล้ว ก็เลยจัดบทสรุปในหนังให้เธอไปซะไวๆ (จะได้เลิกฟังเสียงบ่นเรื่องเมคอัพตัวเธอไปด้วย ขำๆ นะครับ) ซึ่งหลังจากตัดมิสทีคออกไปแล้ว ผู้กำกับก็พาหนัง X-Men ที่เคยมีเนื้อเรื่องหนักแน่นเต็มไปด้วยเหตุผล กลายมาเป็นหนังที่เดินเรื่องด้วยบทอ่อนยวบเบาหวิว หนังเดินเรื่องไปด้วยความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวแบบง่ายจนไร้น้ำหนักมารองรับจนเกินไป แล้วพยายามทดแทนด้วยการจัดฉากแอ็กชั่นเล่นใหญ่อย่างสะเปะสะปะ ให้มีสงคราม มนุษย์ เอเลี่ยน ทีมชาร์ล ทีมอีริค และฟีนิกซ์ ตีกันมั่วไปหมด โดยลากตัวละครอย่างบีสต์ให้กลายมาเป็นตัวจุดชนวนสงคราม ซึ่งดูไร้เหตุผลไปมากจากนิสัยของบีสต์แบบดั้งเดิม แถมไม่พอยังดึงอีริคกลับมาเป็นแม็คนีโตเพื่อตีกับทีมเก่า ทั้งๆ ที่เปิดตัวมาตอนแรกเป็นคนที่ดูเข้าใจสัจธรรม ละวางความแค้นได้แล้วแท้ๆ กลับกลายมาเลือดเข้าตาบ้าล้างแค้นซะงั้น

การมาของตัวละครฝ่ายเอเลี่ยนก็ดูยัดเยียดให้มีเข้ามาแบบไม่เข้ากับเรื่องราวในภาคนี้เลยสักนิด (แม้จะมีที่มาจากคอมิค) ยิ่งเทียบกับภาค Last Stand ที่ให้จีนเกรย์ฟีนิกส์ ได้โชว์พลังร้ายกาจระดับล้างโลกได้แล้ว การมาของเอเลี่ยนในภาคนี้กลับกลายเป็นตัวลดทอนฉากโชว์พลังทำลายล้างของฟีนิกส์เต็มๆ ทั้งเรื่อง อย่างที่คนคาดหวังอยากดูไปซะอีก

แต่อย่างไรก็ดี หนังยังมีฉากแอ็กชั่นที่พอดูได้ แม้จะเคยเห็นกันมาก่อน (อย่างแม็กนีโตจอมยกของชิ้นใหญ่ก็ยังมีอยู่) หนังให้ฉากโชว์ความสามารถพิเศษกับทุกตัวละครหลายครั้ง แต่มันกลับไม่รู้สึกพิเศษ ไม่น่าจดจำอะไรนัก ไม่เหมือนภาคก่อนๆ แถมตอนท้ายสงครามใหญ่บนรถไฟก็ดูชุลมุนวุ่นวายเกินไป สู้กันจนไม่รู้ว่าใครรอดหรือใครตายตอนไหน ก่อนจะมาตัดจบสรุปปิดท้ายด้วยจีนเกรย์ร่างฟีนิกซ์แบบง่ายดายเกินไปจริงๆ (แถมคลุมเคลืออีกต่างหากว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่)